Opens in a new tab
เทคโนโลยีสีจากประเทศเยอรมนี สำหรับบ้าน อาคาร และทุกพื้นผิว
บทความ

ปัญหาสุขภาพจากเชื้อราในบ้าน และวิธีกำจัดราดำในห้องนอนอย่างถาวร

16 กรกฎาคม 2569

สารบัญ

หลายคนมองข้ามจุดดำเล็ก ๆ ตามมุมผนังห้องนอน ทั้งที่จริงแล้วนั่นอาจเป็น จุดเริ่มต้นของปัญหาสุขภาพระยะยาว ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า โดยเฉพาะในประเทศไทยที่มีความชื้นสูงตลอดปี เชื้อราจึงเติบโตได้ง่ายและรวดเร็วกว่าที่คิด

เชื้อราในบ้านอันตรายต่อสุขภาพอย่างไร?

เชื้อราโดยเฉพาะ “ราดำ” (Black Mold หรือ Stachybotrys chartarum) ปล่อยสปอร์และสารพิษขนาดเล็กที่ล่องลอยในอากาศ เมื่อสูดดมเข้าไปเป็นเวลานาน อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อร่างกาย เช่น

  • ระบบทางเดินหายใจ — ไอเรื้อรัง จาม คัดจมูก หรือหอบหืดกำเริบ
  • ภูมิแพ้และผื่นคัน — ผิวหนังระคายเคือง คันตามร่างกายโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • ปวดศีรษะเรื้อรัง อ่อนเพลีย — จากการสัมผัสสารพิษของเชื้อราสะสมในระยะยาว
  • กลุ่มเสี่ยงพิเศษ — เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคระบบทางเดินหายใจ มีโอกาสได้รับผลกระทบรุนแรงกว่าคนทั่วไป


ห้องนอนคือพื้นที่ที่เราใช้เวลาอยู่นานที่สุดในแต่ละวัน หากมีเชื้อราสะสม ร่างกายจะสัมผัสสารพิษเหล่านี้ต่อเนื่องโดยไม่รู้ตัว

ทำไมห้องนอนถึงเป็นจุดเสี่ยงราดำมากที่สุด?

  • ระบายอากาศไม่ทั่วถึง ความชื้นสะสมสูง
  • ผนังปูนติดกับภายนอกบ้าน รับความชื้นจากฝนและไอดิน
  • เครื่องปรับอากาศทำให้เกิดหยดน้ำควบแน่นตามผนังและฝ้าเพดาน
  • สีทาผนังเดิมไม่มีคุณสมบัติป้องกันเชื้อรา เมื่อเวลาผ่านไปฟิล์มสีเสื่อมสภาพ ความชื้นซึมผ่านเข้าเนื้อปูน

วิธีกำจัดราดำในห้องนอนอย่างได้ผลและยั่งยืน

1. กำจัดต้นตอความชื้นก่อนเสมอ

ราจะไม่มีวันหมดไปถ้ายังมีความชื้นสะสม ควรตรวจสอบรอยรั่วซึม ปรับปรุงการระบายอากาศ และลดความชื้นสัมพัทธ์ในห้องให้ต่ำกว่า 60%

2. ขจัดคราบราด้วยน้ำยากำจัดเชื้อราคุณภาพสูง

ใช้ น้ำยากำจัดเชื้อรา RTB Paint ที่ออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อราถึงราก ไม่ใช่แค่ขจัดคราบดำบนผิวหน้า ปลอดภัยต่อผู้อยู่อาศัย ไม่มีกลิ่นฉุนตกค้าง

3. ปรับปรุงผิวผนังก่อนทาสีใหม่

ขัดลอกผิวสีเดิมที่เสื่อมสภาพ ปล่อยให้ผนังแห้งสนิท เพื่อให้สีใหม่ยึดเกาะได้เต็มประสิทธิภาพ

4. เลือกสีที่มีคุณสมบัติป้องกันเชื้อราระยะยาว

นี่คือขั้นตอนที่หลายบ้านมองข้าม — สีทาผนังทั่วไปป้องกันเชื้อราได้เพียงระยะสั้น แต่ สีซิลิเกต (Silicate Paint) จาก RTB Paint คือคำตอบสำหรับบ้านที่ต้องการโซลูชันแบบถาวร

สีซิลิเกต (Silicate Paint) นวัตกรรมป้องกันเชื้อราจาก RTB Paint

สีซิลิเกตแตกต่างจากสีอะคริลิกทั่วไป เพราะมีคุณสมบัติเฉพาะที่เหมาะกับสภาพอากาศร้อนชื้นของไทยโดยตรง

คุณสมบัติประโยชน์ต่อบ้านคุณ
ค่า pH สูงตามธรรมชาติยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราและตะไคร่น้ำโดยไม่ต้องพึ่งสารเคมีสังเคราะห์มาก
โครงสร้างซึมผ่านอากาศได้ (Breathable)ผนังระบายความชื้นออกได้ ลดการอับชื้นสะสมในเนื้อปูน
ยึดเกาะแน่นระดับโมเลกุลทนทานต่อสภาพอากาศ ไม่ลอกล่อนง่าย อายุการใช้งานยาวนาน
เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมไม่มีสารระเหยอันตราย ปลอดภัยต่อสุขภาพคนในบ้าน

ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ สีซิลิเกตจึงไม่ใช่แค่ “สีทาผนัง” แต่เป็น เกราะป้องกันผนังบ้านจากเชื้อราในระยะยาว ที่คุ้มค่ากว่าการแก้ปัญหาซ้ำ ๆ ทุกปี

ชุดโซลูชันกำจัดเชื้อราครบวงจร — RTB Mold Block

สำหรับบ้านที่ต้องการแก้ปัญหาเชื้อราแบบครบจบในชุดเดียว RTB Paint แนะนำ RTB Mold Block ชุดผลิตภัณฑ์กำจัดและป้องกันเชื้อราสำหรับห้องนอนโดยเฉพาะ ประกอบด้วย:

✅ น้ำยากำจัดเชื้อราออกฤทธิ์เข้มข้น สำหรับขจัดคราบราดำถึงราก ประสิทธิภาพเหนือกว่าถึง 5 เท่า : แทรกซึมลึกเข้าสู่เสี้ยนไม้และรูพรุนของคอนกรีต ฆ่าเชื้อราได้ลึกถึงต้นตอ ไม่ใช่แค่เช็ดคราบพื้นผิว 

✅ ปกป้องยาวนาน: สามารถทาซ้ำได้หลายครั้ง บล็อกสปอร์เชื้อราใหม่ไม่ให้ฝังตัว แม้ในจุดที่โดนแดดและฝนกระแทกใส่โดยตรง 

✅ ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม: สูตรน้ำ กลิ่นอ่อน ไม่มีสารเคมีรุนแรงทำลายเนื้อไม้ เหมาะสำหรับเฟอร์นิเจอร์ไม้กลางแจ้ง งานไม้ในห้องนอน และผนังคอนกรีตทุกประเภท 

พร้อมใช้งานได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลาหาซื้อสินค้าหลายรายการให้ยุ่งยาก

RTB MoldBlock น้ำยากำจัดตะไคร่น้ำและฆ่าเชื้อราละสูตรน้ำ – RTB Paint

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

ผลิตภัณฑ์ ROTHENBURG ที่เกี่ยวข้อง

น้ำยาและเคมีภัณฑ์
ปกป้องพื้นผิว

Mold Block

น้ำยาฆ่าเชื้อราและกำจัดตะไคร่น้ำ สูตรน้ำไม่มีกลิ่นฉุน ประสิทธิภาพสูง แทรกซึมเข้าสู่พื้นผิวได้ลึก ฆ่าเชื้อราถึงรากได้ถึง 5 เท่า ช่วยขจัดและยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อรา ตะไคร่น้ำ และแบคทีเรียอย่างได้ผล ใช้ได้ทั้งงานไม้ งานปูน คอนกรีต ทั้งภายนอกและภายในอาคาร

แชร์:
RELATED ARTICLES

บทความที่เกี่ยวข้อง

รอยร้าวแบบไหน เสี่ยง “น้ำซึม” เข้าบ้านหน้าฝน? เช็กก่อนสาย
รอยร้าวแบบไหน เสี่ยง "น้ำซึม" เข้าบ้านหน้าฝน? เช็กก่อนสาย พอฝนเริ่มตกหนักติดต่อกันหลายวัน หลายบ้านเริ่มสังเกตเห็น รอยด่างสีน้ำตาลบนเพดาน ผนังเป็นฟองอากาศ หรือกลิ่นอับชื้น — ต้นตอของปัญหาเหล่านี้ ส่วนใหญ่แล้วเริ่มต้นจาก “รอยร้าว” เล็ก ๆ ที่หลายคนมองข้าม คำถามคือ รอยร้าวแบบไหนที่น่ากังวล และแบบไหนที่ยังปลอดภัย 4 ประเภทรอยร้าวที่พบบ่อย และระดับความเสี่ยงน้ำซึม 1. รอยร้าวเส้นผม (Hairline Crack) — เสี่ยงต่ำ แต่ประมาทไม่ได้ ลักษณะเป็นเส้นบาง ๆ คล้ายเส้นผม กว้างไม่เกิน 1 มิลลิเมตร มักเกิดจากการหดตัวของปูนฉาบหรือสีเก่าที่เสื่อมสภาพ แม้ความเสี่ยงจะยังต่ำ แต่หากปล่อยไว้นานเข้าหน้าฝนซ้ำหลายปี น้ำจะค่อย ๆ แทรกซึมสะสมจนขยายรอยร้าวให้ใหญ่ขึ้นได้ 2. รอยร้าวแนวเฉียง 45 องศา — เสี่ยงสูง ต้องรีบจัดการ มักพบบริเวณมุมวงกบประตูหน้าต่าง เกิดจากการทรุดตัวของโครงสร้างหรือแรงดึงของผนัง รอยร้าวลักษณะนี้มักลึกทะลุถึงเนื้อปูน เป็นจุดที่น้ำฝนจะไหลเซาะเข้าสะสมได้ง่ายที่สุด และมักตามมาด้วยคราบน้ำและเชื้อราภายในเวลาไม่นาน 3. รอยร้าวแนวนอน/แนวดิ่งขนาดใหญ่ — เสี่ยงสูงมาก…
สีเก่า ทาทับเลยได้ไหม?
ทาทับได้ในบางกรณี แต่ส่วนใหญ่ไม่ควร คำถามนี้ดูเหมือนง่าย แต่คนส่วนใหญ่ตัดสินใจผิดพลาดจนต้องทาใหม่ซ้ำซากทุก 1–2 ปี แทนที่จะทนทานได้ 10 ปี  ทำไมการทาทับสีเก่าตรงๆ ถึงเป็นปัญหา? เมื่อทาสีใหม่ทับสีเก่าโดยไม่เตรียมผนัง สิ่งที่เกิดขึ้นคือ สีใหม่ยึดกับสีเก่า ไม่ใช่กับผนัง ถ้าสีเก่าอ่อนแอ ฝุ่นเกาะ หรือมีความชื้น — สีใหม่จะลอกตามออกมาด้วย เปรียบง่ายๆ เหมือนติดสติกเกอร์บนกระดาษที่เปียก แรงเสียดทานมีไม่พอ ไม่ว่าสติกเกอร์จะดีแค่ไหน ก็หลุดอยู่ดี  กรณีที่ทาทับสีเก่าได้เลย ทาทับได้เมื่อสีเก่ามีสภาพดีครบทุกข้อ: หากครบทุกข้อ → ทำความสะอาดผนังก่อน แล้วทาทับได้เลย  กรณีที่ต้องลอกสีเก่าออกก่อน 1. สีลอกล่อนหรือโป่งพอง ถ้ามองเห็นสีลอก แม้เพียงจุดเดียว ให้รู้เลยว่า “ใต้นั้นมีอีกหลายจุดที่ยังไม่แสดงอาการ” การทาทับจะซ่อนปัญหาชั่วคราว แต่สีใหม่จะเริ่มลอกตามภายใน 3–6 เดือน 2. ผนังมีรอยร้าว รอยร้าวบนผนังคือช่องทางที่น้ำและความชื้นซึมเข้ามาใต้ชั้นสี ถ้าไม่ซ่อมก่อน ความชื้นจะดันสีใหม่ออกมาอีกครั้ง ไม่ว่าจะใช้สีดีแค่ไหน 3. สีเก่าหนาหลายชั้นมากเกินไป ผนังที่ทาสีซ้ำกันมานานหลายสิบปีโดยไม่เคยลอกออก ชั้นสีที่สะสมกันหนักจะทำให้เกิดการแตกร้าว เมื่อทาเพิ่มอีกจะยิ่งหนักและแตกมากขึ้น 4. มีคราบเชื้อราหรือตะไคร่ การทาสีใหม่ทับเชื้อราไม่ได้ฆ่าเชื้อ — มันแค่ปิดทับไว้…
4 ปัญหาทาบ้านหน้าฝน ที่ไม่ควรมองข้าม และวิธีแก้อย่างถาวร
สีโป่งพอง ลอกล่อน ไม่แห้ง และเชื้อราขึ้น คือสัญญาณเตือนที่ผนังบ้านกำลังส่งให้คุณ ทำไมหน้าฝนถึงเป็น "ศัตรูตัวร้าย" ของสีทาบ้าน? ความชื้นซึมเข้าผนัง น้ำฝนซึมผ่านรอยแตกร้าว ทำให้ความชื้นสะสมใต้ชั้นสี อุณหภูมิเปลี่ยนแปลงบ่อย ร้อนแล้วฝนตก ทำให้วัสดุขยาย-หดตัว สีแตกร้าวง่าย เชื้อราเจริญเติบโตเร็ว ความชื้น + ความอบอุ่น คือสภาพแวดล้อมที่เชื้อราชอบที่สุด ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงาม — การปล่อยทิ้งไว้นานจะทำให้โครงสร้างผนังเสียหาย ค่าซ่อมแซมสูงขึ้นหลายเท่า และอาจส่งผลต่อสุขภาพของคนในบ้านด้วย  ปัญหาที่ 1 สีทาบ้านไม่แห้ง หรือแห้งช้าผิดปกติในหน้าฝน สีทาบ้านทั่วไปต้องการความชื้นในอากาศต่ำกว่า 85% เพื่อแห้งตามปกติ แต่ในช่วงมรสุม ความชื้นสัมพัทธ์สูงถึง 90–95% ทำให้น้ำในสีระเหยออกไม่ได้ สีจึงเหนียว ขึ้นฝุ่นง่าย และไม่ยึดเกาะผนัง  สัญญาณเตือน ถ้าสีทายังเหนียวอยู่หลังจาก 4–6 ชั่วโมง หรือพอสัมผัสแล้วสีติดมือ แสดงว่าสียังไม่แห้งสนิท อาจเป็นเพราะความชื้นสูงเกินไป หรือเลือกสีผิดประเภทสำหรับสภาพอากาศเมืองไทย ผลเสียระยะยาวของสีที่ไม่แห้งสนิท  ปัญหาที่ 2 สีโป่งพอง — ปัญหาที่มาพร้อมความชื้นใต้ผิวสี สีโป่งพองเกิดเมื่อน้ำหรือไอน้ำซึมเข้าไปอยู่ระหว่างชั้นสีกับผนัง เมื่อน้ำขยายตัวจากความร้อน…
รอยร้าวแบบไหน เสี่ยง “น้ำซึม” เข้าบ้านหน้าฝน? เช็กก่อนสาย
รอยร้าวแบบไหน เสี่ยง "น้ำซึม" เข้าบ้านหน้าฝน? เช็กก่อนสาย พอฝนเริ่มตกหนักติดต่อกันหลายวัน หลายบ้านเริ่มสังเกตเห็น รอยด่างสีน้ำตาลบนเพดาน ผนังเป็นฟองอากาศ หรือกลิ่นอับชื้น — ต้นตอของปัญหาเหล่านี้ ส่วนใหญ่แล้วเริ่มต้นจาก “รอยร้าว” เล็ก ๆ ที่หลายคนมองข้าม คำถามคือ รอยร้าวแบบไหนที่น่ากังวล และแบบไหนที่ยังปลอดภัย 4 ประเภทรอยร้าวที่พบบ่อย และระดับความเสี่ยงน้ำซึม 1. รอยร้าวเส้นผม (Hairline Crack) — เสี่ยงต่ำ แต่ประมาทไม่ได้ ลักษณะเป็นเส้นบาง ๆ คล้ายเส้นผม กว้างไม่เกิน 1 มิลลิเมตร มักเกิดจากการหดตัวของปูนฉาบหรือสีเก่าที่เสื่อมสภาพ แม้ความเสี่ยงจะยังต่ำ แต่หากปล่อยไว้นานเข้าหน้าฝนซ้ำหลายปี น้ำจะค่อย ๆ แทรกซึมสะสมจนขยายรอยร้าวให้ใหญ่ขึ้นได้ 2. รอยร้าวแนวเฉียง 45 องศา — เสี่ยงสูง ต้องรีบจัดการ มักพบบริเวณมุมวงกบประตูหน้าต่าง เกิดจากการทรุดตัวของโครงสร้างหรือแรงดึงของผนัง รอยร้าวลักษณะนี้มักลึกทะลุถึงเนื้อปูน เป็นจุดที่น้ำฝนจะไหลเซาะเข้าสะสมได้ง่ายที่สุด และมักตามมาด้วยคราบน้ำและเชื้อราภายในเวลาไม่นาน 3. รอยร้าวแนวนอน/แนวดิ่งขนาดใหญ่ — เสี่ยงสูงมาก…
สีเก่า ทาทับเลยได้ไหม?
ทาทับได้ในบางกรณี แต่ส่วนใหญ่ไม่ควร คำถามนี้ดูเหมือนง่าย แต่คนส่วนใหญ่ตัดสินใจผิดพลาดจนต้องทาใหม่ซ้ำซากทุก 1–2 ปี แทนที่จะทนทานได้ 10 ปี  ทำไมการทาทับสีเก่าตรงๆ ถึงเป็นปัญหา? เมื่อทาสีใหม่ทับสีเก่าโดยไม่เตรียมผนัง สิ่งที่เกิดขึ้นคือ สีใหม่ยึดกับสีเก่า ไม่ใช่กับผนัง ถ้าสีเก่าอ่อนแอ ฝุ่นเกาะ หรือมีความชื้น — สีใหม่จะลอกตามออกมาด้วย เปรียบง่ายๆ เหมือนติดสติกเกอร์บนกระดาษที่เปียก แรงเสียดทานมีไม่พอ ไม่ว่าสติกเกอร์จะดีแค่ไหน ก็หลุดอยู่ดี  กรณีที่ทาทับสีเก่าได้เลย ทาทับได้เมื่อสีเก่ามีสภาพดีครบทุกข้อ: หากครบทุกข้อ → ทำความสะอาดผนังก่อน แล้วทาทับได้เลย  กรณีที่ต้องลอกสีเก่าออกก่อน 1. สีลอกล่อนหรือโป่งพอง ถ้ามองเห็นสีลอก แม้เพียงจุดเดียว ให้รู้เลยว่า “ใต้นั้นมีอีกหลายจุดที่ยังไม่แสดงอาการ” การทาทับจะซ่อนปัญหาชั่วคราว แต่สีใหม่จะเริ่มลอกตามภายใน 3–6 เดือน 2. ผนังมีรอยร้าว รอยร้าวบนผนังคือช่องทางที่น้ำและความชื้นซึมเข้ามาใต้ชั้นสี ถ้าไม่ซ่อมก่อน ความชื้นจะดันสีใหม่ออกมาอีกครั้ง ไม่ว่าจะใช้สีดีแค่ไหน 3. สีเก่าหนาหลายชั้นมากเกินไป ผนังที่ทาสีซ้ำกันมานานหลายสิบปีโดยไม่เคยลอกออก ชั้นสีที่สะสมกันหนักจะทำให้เกิดการแตกร้าว เมื่อทาเพิ่มอีกจะยิ่งหนักและแตกมากขึ้น 4. มีคราบเชื้อราหรือตะไคร่ การทาสีใหม่ทับเชื้อราไม่ได้ฆ่าเชื้อ — มันแค่ปิดทับไว้…
4 ปัญหาทาบ้านหน้าฝน ที่ไม่ควรมองข้าม และวิธีแก้อย่างถาวร
สีโป่งพอง ลอกล่อน ไม่แห้ง และเชื้อราขึ้น คือสัญญาณเตือนที่ผนังบ้านกำลังส่งให้คุณ ทำไมหน้าฝนถึงเป็น "ศัตรูตัวร้าย" ของสีทาบ้าน? ความชื้นซึมเข้าผนัง น้ำฝนซึมผ่านรอยแตกร้าว ทำให้ความชื้นสะสมใต้ชั้นสี อุณหภูมิเปลี่ยนแปลงบ่อย ร้อนแล้วฝนตก ทำให้วัสดุขยาย-หดตัว สีแตกร้าวง่าย เชื้อราเจริญเติบโตเร็ว ความชื้น + ความอบอุ่น คือสภาพแวดล้อมที่เชื้อราชอบที่สุด ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงาม — การปล่อยทิ้งไว้นานจะทำให้โครงสร้างผนังเสียหาย ค่าซ่อมแซมสูงขึ้นหลายเท่า และอาจส่งผลต่อสุขภาพของคนในบ้านด้วย  ปัญหาที่ 1 สีทาบ้านไม่แห้ง หรือแห้งช้าผิดปกติในหน้าฝน สีทาบ้านทั่วไปต้องการความชื้นในอากาศต่ำกว่า 85% เพื่อแห้งตามปกติ แต่ในช่วงมรสุม ความชื้นสัมพัทธ์สูงถึง 90–95% ทำให้น้ำในสีระเหยออกไม่ได้ สีจึงเหนียว ขึ้นฝุ่นง่าย และไม่ยึดเกาะผนัง  สัญญาณเตือน ถ้าสีทายังเหนียวอยู่หลังจาก 4–6 ชั่วโมง หรือพอสัมผัสแล้วสีติดมือ แสดงว่าสียังไม่แห้งสนิท อาจเป็นเพราะความชื้นสูงเกินไป หรือเลือกสีผิดประเภทสำหรับสภาพอากาศเมืองไทย ผลเสียระยะยาวของสีที่ไม่แห้งสนิท  ปัญหาที่ 2 สีโป่งพอง — ปัญหาที่มาพร้อมความชื้นใต้ผิวสี สีโป่งพองเกิดเมื่อน้ำหรือไอน้ำซึมเข้าไปอยู่ระหว่างชั้นสีกับผนัง เมื่อน้ำขยายตัวจากความร้อน…